RSS Feed

คลังเก็บหมวดหมู่: การปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษารอบสอง


1. ทำไมต้องปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษารอบแรกมีทั้งประสบความสำเร็จ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ล้มเหลวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและแก้ไข เนื่องจากการปฏิรูปการศึกษารอบแรกจะเน้นการศึกษาในระบบเป็นหลัก ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จึงได้ปรับทิศทางโดยมีการเน้นการพัฒนาการศึกษานอกระบบควบคู่กับการศึกษาในระบบเพื่อสร้างสังคมไทยที่มีประชากรสนใจการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เหตุผลในการปฏิรูปการศึกษารอบสองเกิดจากผลของการปฏิรูปการศึกษาในรอบแรกยังมีปัญหาค้างคาใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วมของการศึกษา จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่ 2 โดยมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษาและปัญหาที่เกิดจากการปฏิรูปการศึกษาในครั้งแรกที่เน้นหนักไปทางการปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาและการกระจายอำนาจ
โดยในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้มีจุดเน้นที่เรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และตามมาด้วยเรื่องโอกาสทางการศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จึงมีนโยบาย “โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” เพื่อต้องการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจนทั่วประเทศให้มีโอกาสในการเรียนอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ปัญหาในด้านคุณภาพของการศึกษา ที่ทำให้ต้องมีการพิจารณาถึงการปฏิรูปที่ให้ความสำคัญในด้านคุณภาพการศึกษาเนื่องมาจากตัวชี้วัดจากการประเมินผลการศึกษาพบว่า นักเรียนสอบตกและมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานยอดเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 50 ใน 5 วิชาหลัก ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำ รวมถึงมาตรฐานครูที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงและเป็นวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข โดยคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ควรเน้นการเปลี่ยนแปลงในส่วนระบบการศึกษาและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาที่ยั่งยืน และยังคำนึงถึงปัญหาของการพัฒนาครู ที่ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยนายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวไว้ในงานประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูทั้งระบบ โดยเห็นว่า ครูเป็นหัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษาในรอบแรก ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาที่ยังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ก็มีสาเหตุมาจากครู เพราะกระบวนการครูนั้นมีหลายระบบ เช่น การผลิตครู การพัฒนาครูให้มีคุณภาพ การส่งเสริมครู มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ ขวัญและกำลังใจ เป็นต้น

2. ภายใต้นโยบายปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว มีอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ

กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย
๑) พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
๒) พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดี มีใจรักในวิชาชีพครูมาเป็นครู
๓) พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทุกระดับ/ประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มี คุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่นๆ สำหรับการศึกษาและเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย
๔) พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชนและทุกภาคส่วน มีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

โดยภายใต้กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวมาข้างต้น คณะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้แถลงนโยบายและจุดเน้นในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ได้แก่
1. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการ บริหารจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนกลางรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิต เพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดถึงการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความ รู้อย่างแท้จริง
2. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวะศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้สนองตอบความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ
3. พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครู ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครูควบคู่ไปกับ การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า
4. จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็น ธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน
5. ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็น เลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จอาชีวะให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวะศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนด ค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงานควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา
6. ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีการประนอมการไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่ม ขึ้น
7. ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
8. เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีบูรณาการในทุกระดับการศึกษา และในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐาน บูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและ วิจัยพัฒนาในภูมิภาครวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรุ้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและสถานบันทางศาสนา

3. โอกาสและความเป็นไปได้ในการทำให้นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นจริงได้มีหรือไม่มากน้อยเพียงใด
โอกาสและความเป็นไปได้ในการทำให้นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และนอกจากกรอบนโยบายที่ได้ร่างมาแล้วนั้น ควรมีการนำกรอบแนวคิดนี้ไปสู่วิถีปฏิบัติในการกำหนดรูปแบบและการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษากันอย่างจริงจังต่อไป ควรมีการกำหนดกรอบดำเนินการอย่างเป็นระบบและกระทำเป็นระบบ ( Input-Process-Output) และควรมีตัวชี้วัดที่ต้องวัดได้จริงว่าผลการดำเนินการออกมาเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่

โดยเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ (2552) ได้นำเสนอกรอบแนวคิดสู่วิถีปฏิบัติในการปฏิรูปการศึกษารอบสองอย่างเป็นระบบไว้ ดังนี้

กระบวนการ In-put ต้องกำหนดใช้จัดเจนต่อการบริต่อการบริหารจัดการกับรูปแบบการศึกษาทั้งสาม คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
กระบวนการ (Process) ที่จะต้องคิดต้องทำในเรื่องแก่นหลักสำคัญ ในเรื่องเนื้อหาจะต้องครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา ในทุกรูปแบบของการศึกษา โครงสร้างของผู้บริหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา เรื่องทรัพยากรเพื่อการศึกษา ล้วนเป็นองค์ประกบต้องนำมาคิดปฏิรูป ซึ่งในการดำเนินการกระบวนการเหล่านี้ต้องติดตามตรวจสอบ มีการประเมินผลการดำเนินการอย่างเป็นระบบบอกได้
สิ่งที่ได้ออกมา (Out-put) จากการดำเนินการแต่ละขั้นตอนของสิ่งที่ใส่เข้าไป (In-put) และกระบวนการ (Process) มีองค์ประกอบต้องคิดกันว่า ทำไปแล้ว ปฏิรูปกันแล้ว เกิดประสิทธิภาพทั้งในแง่ของครู ของนักเรียน ของโรงเรียน และของชุมชนการศึกษาแค่ไหน มีคุณภาพจริงๆ แค่ไหน จัดการศึกษาได้อย่างเสมอภาคแค่ไหน และสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือจริยธรรมนั้น ได้ผลจริงหรือ และควรมีการกำหนดตัวชี้วัดทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ บอกให้ได้ว่า ผลจากการดำเนินการปฏิรูปทั้งหมดนั้น มีประสิทธิผล (Efficacy) แค่ไหน
ทั้งหมดคือกระบวนการจากกรอบความคิด จากจุดเริ่มต้นจนจบสิ้นกระบวนการ (From Conception to Completion หรือ C to C) ต้องกำหนดกรอบเวลา (Time frame) กันให้ชัดเจน ให้เสร็จสิ้นในเวลาเท่าใด ตลอดจนมีการดำเนินการที่เป็นระบบ กำหนดเป้าหมายชัดเจนและทีตัวชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้

นอกจากนี้รศ.วิทยากร เชียงกูล ได้เสนอแนวทางการการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคแบบคอขวดของการปฏิรูปการศึกษาไทยไว้ดังนี้
1. เปลี่ยนจากการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก คัดคนส่วนน้อยไปเรียนชั้นสูงขึ้นตามลำดับ เพื่อการพัฒนาประเทศตามแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อคนไทยทุกคนอย่างยืดหยุ่น ทั่วถึง มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนที่มีปัญหามีความการเรียนแตกต่างจากคนอื่น ๆ ควรได้รับการส่งให้พัฒนาตามศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่
การศึกษาต้องมุ่งพัฒนาความฉลาดทั้งทางปัญญา, ทางอารมณ์/ทักษะทางสังคมและทางจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม พัฒนาให้คนไทยทั้งประเทศให้รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็นอย่างเป็นตัวของตัวเอง และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เพื่อพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และระบบสหกรณ์ ระบบรัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการที่มุ่งคุณภาพชีวิตภาวะอยู่ดีมีสุขของประชาชน
2. ปรับโครงสร้างอำนาจการบริหารแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง(กระทรวงศึกษาฯ) เป็นสำนักงาน+คณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษาที่ เป็นองค์กรอิสระ มีภาคี 4 ฝ่ายร่วมบริหารจัดการ คือกระทรวงศึกษาฯ องค์กรภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาจารย์ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน เพื่อลดอำนาจผูกขาดและวิธีบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง เป็นการบริหารแบบประชาธิปไตยที่มีการกระจายอำนาจและการยอมรับให้ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการโดยตรงมากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ให้สามารถสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชน ชุมชนได้ มากกว่าการทำโดยข้าราชการเพื่อข้าราชการเหมือนอย่างที่ผ่านมา
3. การปฏิรูปครูอาจารย์ให้เป็นครูแนวใหม่ รักการอ่านและการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาลูกศิษย์ รู้จักวิธีการสอนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น ทั้งนี้ต้องจัดการศึกษาฝึกอบรมใหม่ มีการประเมินคุณภาพการสอน, ผลสัมฤทธิ์การสอนอย่างจริงจัง และมีการสนับสนุนครูอาจารย์ให้พัฒนาตนเองและพัฒนาการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพิ่มขึ้น
4. ปฏิรูปการจัดหางบประมาณเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเพิ่มขึ้น เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เพิ่มค่าสัมปทานจากสาธารณะสมบัติ เช่นคลื่นความถี่ การขุดน้ำมัน, แก๊สฯลฯ ออกพันธบัตรเพื่อการปฏิรูปการศึกษาและจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรมขึ้น เช่นเพิ่มให้โรงเรียนระดับปฐมวัยในชนบทและชุมชนแออัด ซึ่งยังมีการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยได้น้อยและมีคุณภาพต่ำ ทั้ง ๆ ที่เด็กวัยนี้เป็นวัยที่สมองพร้อมจะเรียนรู้ได้ไวและมากที่สุด ถ้าส่งเสริมให้เด็กฉลาดสนใจการเรียนรู้แต่วัยนี้ พวกเขาจะเรียนชั้นประถม มัธยมได้ดีขึ้นเพิ่มให้โรงเรียนประถม มัธยมในต่างจังหวัด นอกจากนี้ต้องฝึกอบรมและตรวจสอบผู้บริหารสถานศึกษาให้รู้จักใช้จ่ายเงินทุก บาทอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ(คำนึงถึงความคุ้มค่าระหว่างต้นทุนและผลตอบแทน)
5. รณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาว่า ถ้า ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพทั้งประเทศไม่ได้ เราจะแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีความขัดแย้ง, ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง, การคอรัปชั่น การขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ ไม่ได้ ประเทศไทยจะล้าหลังตกต่ำ ประชาชนรุ่นต่อไปจะยิ่งลำบากมากขึ้น ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมอย่างเอา การเอางานตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ถึงจะแก้ปัญหาวิกฤติและพัฒนาประเทศไปในแนวทางใหม่ที่เน้นมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริงได้

โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่านโยบายต่างๆ ในการปฏิรูปการศึกษารอบสองนั้นได้แสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยอย่างจริงจัง ซึ่งนโยบายต่างๆ ที่ได้เสนอมาจะเป็นไปได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญและตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ควรมีการตื่นตัวและเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระสำคัญ และสนับสนุนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีการประสานร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ด้านการศึกษาช่วยกันผลักดันนโยบายต่างๆ สู่การปฏิบัติที่เป็นจริงและประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยกระบวนการปฏิรูปการศึกษาควรดำเนินการไปอย่างเป็นระบบ มีการกำหนด วางแผนการดำเนินการอย่างชัดเจน มีตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และควรมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากนโยบายประกาศิตสายฟ้าแลบ

References :
http://www.wearehappy.in.th/happy-society/education-reform-frame-from-concept/
http://news.sanook.com/scoop/scoop_347410.php
http://nlkschool.org/index.php?option=com_content&view=article&id=112:2009-09-29-04-45-50&catid=75:2009-09-29-04-16-53
<a href="http://www.rsunews.net/Think%20Tank/TT98/EducationReform.htm“>http://www.rsunews.net/Think%20Tank/TT98/EducationReform.htm

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.