RSS Feed

Educational Innovation

นวัตกรรม หมายถึง ความคิด และการปฏิบัติใหม่ ๆ ซึ่งอาจปรับปรุงมาจาก ของเดิมเพื่อให้เหมาะสม หรืออาจพัฒนาคิดค้นของใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ยังไม่เคยมีแล้วพัฒนา ทดลองใช้และปรับปรุงนำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพในระบบงาน เกิดประสิทธิผล และคุ้มประโยชน์นวัตกรรม เป็นสี่งที่เพิ่งนำเข้ามาทดลองใช้ในระบบงาน และเมื่อนำมาใช้จนเป็นที่ แพร่หลายแล้วเราจะเรียกนวัตกรรมนั้นว่าเทคโนโลยี
นวัตกรรมการศึกษาและการเรียนการสอนหมายถึง ความคิดและการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่นำมาใช้จัดการศึกษาและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้การจัดการศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดประสิทธิผลตามจุดมุ่งหมาย และคุ้มประโยชน์ยิ่งขึ้นนวัตกรรมการศึกษา และการเรียนการสอนนั้นอาจปรับปรุงและพัฒนามาจาก ของเดิมหรือคิดขึ้นใหม่ก็ได้ ในปัจจุบัน มีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต (Internet) เหล่านี้ เป็นต้น

สถานะของนวัตกรรม
1. ความคิดหรือการปฏิบัติใหม่นั้น อาจเก่ามาจากที่อื่นและเหมาะที่จะนำมาปฏิบัติกับสถานที่นี้ใน
สถานะการณ์ปัจจุบัน
2. ความคิดหรือการปฏิบัติใหม่นั้นครั้งหนึ่งเคยนำมาใช้ แต่ไม่ได้ผลและล้มเลิกไป เนื่องจากเกิดปัญหาต่าง ๆ และความไม่พร้อมในระยะนั้น แต่ในสภาพปัจจุบันความคิดหรือ การปฏิบัติใหม่นั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
3. ความคิดหรือการปฏิบัติใหม่นั้นมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับการปฏิบัติงาน เพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง และจะช่วยให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิ*ธิภาพ
4. ความคิดหรือการปฏิบัติใหม่นั้นถูกปฏิเสธมาครั้งหนึ่งแล้ว อาจเนื่องมาจาก ผู้บริหารไม่สนับสนุน หรือมีเจตคติที่ไม่ดีต่อความคิดหรือการปฏิบัติใหม่นั้น ต่อมาผู้บริหารได้ เปลี่ยนเจตคติไปในทางที่ดีหรือมีการเปลี่ยนแปลง
ผู้บริหารใหม่ ทำให้ความคิดหรือการปฏิบัติ ใหม่นั้นได้รับการสนับสนุนนำมาใช้
5. ความคิดหรือการปฏิบัติใหม่ที่ไม่เคยมีใครคิดหรือปฏิบัติมาก่อน เป็นสิ่งที่ได้รับ การคิดค้นได้เป็นคนแรก

ซึ่งนวัตกรรมการศึกษาแบ่งตามประเภทดังนี้


1. ระดับอุปกรณ์การสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีในระดับเครื่องช่วยการสอนของครู เพื่อเร้าความสนใจของนักเรียน ขยายความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง เป็นการเพิ่มความสัมผัสจากการใช้ หูฟังครูพูดอย่างเดียว ให้มีสัมผัสหลายทางโดยการใช้ภาพใช้เสียงจากเสียงจริง การใช้เทคโนโลยี ระดับนี้ต้องควบคู่ไปกับการสอนของครูตลอดเวลาจึงจะได้ผลดี

2. ระดับวิธีสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีแทนการสอนของครูด้วยตัวเอง โดยผู้สอนไม่จำเป็น ต้องอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกับผู้เรียนเสมอไป การใช้เทคโนโลยีระดับนี้บทบาทของครูต่อหน้า ผู้เรียนลดลงมีผลดีในแง่การจัดกิจกรรม การใช้เครื่องมือ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีความผูกพันระหว่างครูกับผู้เรียน

3. ระดับการจัดระบบการศึกษา เป็นการใช้เทคโนโลยีการศึกษาระดับกว้าง สามารถจัดระบบ การศึกษาตอบสนองกับผู้เรียนได้จำนวนมาก เช่นระบบการสอนทางไกล เทคโนโลยีระดับนี้มีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่นงานบริหารการศึกษา งานพัฒนาการศึกษา

มีสภาพการใช้อย่างไร?

การพิจารณาใช้นวัตกรรมควรคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และ ความต้องการในการใช้นวัตกรรม ว่าต้องการใช้นวัตกรรมไปพัฒนา ปรับปรุงสิ่งใด โดยอาจพิจารณาได้จาก สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ลักษณะผู้เรียน ตลอดจนความเหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและประสิทธิภาพที่ต้องการให้เกิดจากนวัตกรรมนั้นๆ การใช้นวัตกรรมทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสมสามารถช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอน แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

กระบวนการยอมรับนวัตกรรมและปฏิบัติตามปัจจัยในการยอมรับ

เป็นกระบวนการในการตัดสินใจยอมรับความคิด หรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งมีกลุ่มนักสังคมวิทยาชนบทเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนคือ
1. ขั้นการตื่นตัวหรือสำเหนียก (Awareness) เป็นขั้นที่เกิดการเรียนรู้ว่ามีความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นหากแต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ
2. ขั้นให้ความสนใจหรือเรียกร้อง (Interest) เป็นขั้นตอนที่เราพัฒนาความสนใจให้เกิดขึ้นโดยยึดเอาผลประโยชน์เป็นหลัก ขั้นนี้จะเริ่มเสาะแสวงหาข้อมูลเพิ่มมากขึ้น
3. ขั้นศึกษาหาความรู้และตัดสินใจประเมินผลหรือมองทะลุ (Education and Evaluation ) ข้นนี้เราจะใช้สติปัญญาในการคิดค้นพิจารณากับข้อมูลที่ได้มานั้น โดยมองเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต เป็นหลัก เพื่อประกอบในการตัดสินใจยอมรับและประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น
4. ขั้นตอนการทดลองหรือลองดู (Trial) เป็นขั้นที่มนุษย์เราทดลองความคิดใหม่ ๆ ที่ได้นั้นกับสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเริ่มจากสถานการณ์ย่อย ๆ ก่อนพิจารณาว่านำไปใช้แล้วเกิดผลดี ผลเสียอย่างไร
5. ขั้นยอมรับความคิดหรือนวัตกรรมนั้นคือ การกู่รับ (Adoption) เป็นขั้นที่เรายอมรับเอาสิ่งที่ได้ทดลองนั้นมาใช้ในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารนั้นจะสามารถเข้าถึงได้จากขั้นที่ 1 ถึง ขั้นที่ 4 เท่านั้น ส่วนขั้นที่ 5 คือ ขั้นการยอมรับ ขึ้นอยู่กับตัวนวัตกรรมหรือความคิดว่าเป็นอย่างไรถ้านวัตกรรมดีก็จะทำให้เกิดการยอมรับได้นั่นเองสำหรับในทางการศึกษานั้น ได้เพิ่มขั้นการนำไปใช้ (Integration) เข้าไป ในกระบวนการซึ่งถือว่าเป็นขั้นสำคัญอีกขั้นหนึ่ง เพราะนอกจากจะยอมรับแล้วยังนำไปปฏิบัติ ตามสภาพความเป็นจริง เป็นส่วนหนึ่งของระบบในการทำงานอีกด้วย
อย่างไรก็ตามรูปแบบ ( Model ) ในการยอมรับสามารถเขียนเป็นแผนผังได้ดังนี้

ในแวดวงการศึกษาปัจจุบัน ได้เห็นได้ว่ามีการตื่นตัวเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในแวดวงการศึกษา รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยมีการนำสื่อการเรียนการสอน ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนมีการใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียน สอนให้ผู้เรียนรู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ในการแสวงหาความรู้และสังเคราะห์เกิดเป็นความรู้ของตนเอง จึงถือได้ว่านวัตกรรมการศึกษาเป็นส่งผลดีแก่การนำมาใช้ในการจัดการศึกษา
แต่การก่อเกิดนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ทางด้านการศึกษา มักมีปัญหาในเรื่องของความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ และความไม่แน่ใจในเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นว่าจะเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เพื่อจัดการศึกษา การเรียนรู้ของนักเรียนหรือไม่ ประเด็นสำคัญประการหนึ่งของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ในการศึกษา คือ การยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์  นักการศึกษา นักเทคโนโลยีการศึกษา ที่ต้องการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัยเข้าไปใช้ในองค์กรหรือสถานศึกษา ควรคำนึงถึงการยอมรับนวัตกรรม เพราะเป็นขั้นตอนแรกในการวิเคราะห์ระบบทั้งหมด ซึ่งการวิเคราะห์ระบบเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ประสบความสำเร็จต้องทราบตั้งแต่การวิเคราะห์องค์กร โดยใช้ SWOT เป็นการวิเคราะห์องค์กร การดูความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์ผู้เรียนในเรื่องแบบเรียนรู้ Learning Style การวิเคราะห์ระดับการยอมรับนวัตกรรม สามารถนำไปใช้ได้ทั้งผู้บริหาร ครู-อาจารย์ เมื่อได้ทราบระดับการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแล้ว ทำให้สามารถกำหนดนโยบายหรือวางแผนพัฒนาระบบการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมโดยไม่สูญเปล่า

References :

http://senarak.tripod.com/inno2.html

http://www.prachyanun.com/artical/innovation.htm

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/428145
http://www.haii.or.th/wiki84/index.php/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1

การปฏิรูปการศึกษารอบสอง


1. ทำไมต้องปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษารอบแรกมีทั้งประสบความสำเร็จ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ล้มเหลวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและแก้ไข เนื่องจากการปฏิรูปการศึกษารอบแรกจะเน้นการศึกษาในระบบเป็นหลัก ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จึงได้ปรับทิศทางโดยมีการเน้นการพัฒนาการศึกษานอกระบบควบคู่กับการศึกษาในระบบเพื่อสร้างสังคมไทยที่มีประชากรสนใจการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เหตุผลในการปฏิรูปการศึกษารอบสองเกิดจากผลของการปฏิรูปการศึกษาในรอบแรกยังมีปัญหาค้างคาใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วมของการศึกษา จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่ 2 โดยมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษาและปัญหาที่เกิดจากการปฏิรูปการศึกษาในครั้งแรกที่เน้นหนักไปทางการปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาและการกระจายอำนาจ
โดยในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้มีจุดเน้นที่เรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และตามมาด้วยเรื่องโอกาสทางการศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จึงมีนโยบาย “โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” เพื่อต้องการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจนทั่วประเทศให้มีโอกาสในการเรียนอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ปัญหาในด้านคุณภาพของการศึกษา ที่ทำให้ต้องมีการพิจารณาถึงการปฏิรูปที่ให้ความสำคัญในด้านคุณภาพการศึกษาเนื่องมาจากตัวชี้วัดจากการประเมินผลการศึกษาพบว่า นักเรียนสอบตกและมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานยอดเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 50 ใน 5 วิชาหลัก ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำ รวมถึงมาตรฐานครูที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงและเป็นวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข โดยคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ควรเน้นการเปลี่ยนแปลงในส่วนระบบการศึกษาและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาที่ยั่งยืน และยังคำนึงถึงปัญหาของการพัฒนาครู ที่ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยนายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวไว้ในงานประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูทั้งระบบ โดยเห็นว่า ครูเป็นหัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษาในรอบแรก ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาที่ยังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ก็มีสาเหตุมาจากครู เพราะกระบวนการครูนั้นมีหลายระบบ เช่น การผลิตครู การพัฒนาครูให้มีคุณภาพ การส่งเสริมครู มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ ขวัญและกำลังใจ เป็นต้น

2. ภายใต้นโยบายปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว มีอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ

กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย
๑) พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
๒) พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดี มีใจรักในวิชาชีพครูมาเป็นครู
๓) พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทุกระดับ/ประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มี คุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่นๆ สำหรับการศึกษาและเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย
๔) พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชนและทุกภาคส่วน มีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

โดยภายใต้กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวมาข้างต้น คณะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้แถลงนโยบายและจุดเน้นในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ได้แก่
1. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการ บริหารจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนกลางรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิต เพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดถึงการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความ รู้อย่างแท้จริง
2. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวะศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้สนองตอบความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ
3. พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครู ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครูควบคู่ไปกับ การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและบุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่า
4. จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็น ธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน
5. ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็น เลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จอาชีวะให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวะศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนด ค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงานควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา
6. ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีการประนอมการไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่ม ขึ้น
7. ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
8. เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีบูรณาการในทุกระดับการศึกษา และในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐาน บูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและ วิจัยพัฒนาในภูมิภาครวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรุ้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและสถานบันทางศาสนา

3. โอกาสและความเป็นไปได้ในการทำให้นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นจริงได้มีหรือไม่มากน้อยเพียงใด
โอกาสและความเป็นไปได้ในการทำให้นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และนอกจากกรอบนโยบายที่ได้ร่างมาแล้วนั้น ควรมีการนำกรอบแนวคิดนี้ไปสู่วิถีปฏิบัติในการกำหนดรูปแบบและการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษากันอย่างจริงจังต่อไป ควรมีการกำหนดกรอบดำเนินการอย่างเป็นระบบและกระทำเป็นระบบ ( Input-Process-Output) และควรมีตัวชี้วัดที่ต้องวัดได้จริงว่าผลการดำเนินการออกมาเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่

โดยเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ (2552) ได้นำเสนอกรอบแนวคิดสู่วิถีปฏิบัติในการปฏิรูปการศึกษารอบสองอย่างเป็นระบบไว้ ดังนี้

กระบวนการ In-put ต้องกำหนดใช้จัดเจนต่อการบริต่อการบริหารจัดการกับรูปแบบการศึกษาทั้งสาม คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
กระบวนการ (Process) ที่จะต้องคิดต้องทำในเรื่องแก่นหลักสำคัญ ในเรื่องเนื้อหาจะต้องครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา ในทุกรูปแบบของการศึกษา โครงสร้างของผู้บริหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา เรื่องทรัพยากรเพื่อการศึกษา ล้วนเป็นองค์ประกบต้องนำมาคิดปฏิรูป ซึ่งในการดำเนินการกระบวนการเหล่านี้ต้องติดตามตรวจสอบ มีการประเมินผลการดำเนินการอย่างเป็นระบบบอกได้
สิ่งที่ได้ออกมา (Out-put) จากการดำเนินการแต่ละขั้นตอนของสิ่งที่ใส่เข้าไป (In-put) และกระบวนการ (Process) มีองค์ประกอบต้องคิดกันว่า ทำไปแล้ว ปฏิรูปกันแล้ว เกิดประสิทธิภาพทั้งในแง่ของครู ของนักเรียน ของโรงเรียน และของชุมชนการศึกษาแค่ไหน มีคุณภาพจริงๆ แค่ไหน จัดการศึกษาได้อย่างเสมอภาคแค่ไหน และสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือจริยธรรมนั้น ได้ผลจริงหรือ และควรมีการกำหนดตัวชี้วัดทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ บอกให้ได้ว่า ผลจากการดำเนินการปฏิรูปทั้งหมดนั้น มีประสิทธิผล (Efficacy) แค่ไหน
ทั้งหมดคือกระบวนการจากกรอบความคิด จากจุดเริ่มต้นจนจบสิ้นกระบวนการ (From Conception to Completion หรือ C to C) ต้องกำหนดกรอบเวลา (Time frame) กันให้ชัดเจน ให้เสร็จสิ้นในเวลาเท่าใด ตลอดจนมีการดำเนินการที่เป็นระบบ กำหนดเป้าหมายชัดเจนและทีตัวชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้

นอกจากนี้รศ.วิทยากร เชียงกูล ได้เสนอแนวทางการการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคแบบคอขวดของการปฏิรูปการศึกษาไทยไว้ดังนี้
1. เปลี่ยนจากการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก คัดคนส่วนน้อยไปเรียนชั้นสูงขึ้นตามลำดับ เพื่อการพัฒนาประเทศตามแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อคนไทยทุกคนอย่างยืดหยุ่น ทั่วถึง มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนที่มีปัญหามีความการเรียนแตกต่างจากคนอื่น ๆ ควรได้รับการส่งให้พัฒนาตามศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่
การศึกษาต้องมุ่งพัฒนาความฉลาดทั้งทางปัญญา, ทางอารมณ์/ทักษะทางสังคมและทางจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม พัฒนาให้คนไทยทั้งประเทศให้รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็นอย่างเป็นตัวของตัวเอง และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เพื่อพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และระบบสหกรณ์ ระบบรัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการที่มุ่งคุณภาพชีวิตภาวะอยู่ดีมีสุขของประชาชน
2. ปรับโครงสร้างอำนาจการบริหารแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง(กระทรวงศึกษาฯ) เป็นสำนักงาน+คณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษาที่ เป็นองค์กรอิสระ มีภาคี 4 ฝ่ายร่วมบริหารจัดการ คือกระทรวงศึกษาฯ องค์กรภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาจารย์ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน เพื่อลดอำนาจผูกขาดและวิธีบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง เป็นการบริหารแบบประชาธิปไตยที่มีการกระจายอำนาจและการยอมรับให้ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการโดยตรงมากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ให้สามารถสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชน ชุมชนได้ มากกว่าการทำโดยข้าราชการเพื่อข้าราชการเหมือนอย่างที่ผ่านมา
3. การปฏิรูปครูอาจารย์ให้เป็นครูแนวใหม่ รักการอ่านและการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาลูกศิษย์ รู้จักวิธีการสอนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น ทั้งนี้ต้องจัดการศึกษาฝึกอบรมใหม่ มีการประเมินคุณภาพการสอน, ผลสัมฤทธิ์การสอนอย่างจริงจัง และมีการสนับสนุนครูอาจารย์ให้พัฒนาตนเองและพัฒนาการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพิ่มขึ้น
4. ปฏิรูปการจัดหางบประมาณเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเพิ่มขึ้น เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า เพิ่มค่าสัมปทานจากสาธารณะสมบัติ เช่นคลื่นความถี่ การขุดน้ำมัน, แก๊สฯลฯ ออกพันธบัตรเพื่อการปฏิรูปการศึกษาและจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรมขึ้น เช่นเพิ่มให้โรงเรียนระดับปฐมวัยในชนบทและชุมชนแออัด ซึ่งยังมีการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยได้น้อยและมีคุณภาพต่ำ ทั้ง ๆ ที่เด็กวัยนี้เป็นวัยที่สมองพร้อมจะเรียนรู้ได้ไวและมากที่สุด ถ้าส่งเสริมให้เด็กฉลาดสนใจการเรียนรู้แต่วัยนี้ พวกเขาจะเรียนชั้นประถม มัธยมได้ดีขึ้นเพิ่มให้โรงเรียนประถม มัธยมในต่างจังหวัด นอกจากนี้ต้องฝึกอบรมและตรวจสอบผู้บริหารสถานศึกษาให้รู้จักใช้จ่ายเงินทุก บาทอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ(คำนึงถึงความคุ้มค่าระหว่างต้นทุนและผลตอบแทน)
5. รณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาว่า ถ้า ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพทั้งประเทศไม่ได้ เราจะแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีความขัดแย้ง, ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง, การคอรัปชั่น การขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ ไม่ได้ ประเทศไทยจะล้าหลังตกต่ำ ประชาชนรุ่นต่อไปจะยิ่งลำบากมากขึ้น ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมอย่างเอา การเอางานตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ถึงจะแก้ปัญหาวิกฤติและพัฒนาประเทศไปในแนวทางใหม่ที่เน้นมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริงได้

โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่านโยบายต่างๆ ในการปฏิรูปการศึกษารอบสองนั้นได้แสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยอย่างจริงจัง ซึ่งนโยบายต่างๆ ที่ได้เสนอมาจะเป็นไปได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญและตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ควรมีการตื่นตัวและเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระสำคัญ และสนับสนุนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีการประสานร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ด้านการศึกษาช่วยกันผลักดันนโยบายต่างๆ สู่การปฏิบัติที่เป็นจริงและประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยกระบวนการปฏิรูปการศึกษาควรดำเนินการไปอย่างเป็นระบบ มีการกำหนด วางแผนการดำเนินการอย่างชัดเจน มีตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และควรมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากนโยบายประกาศิตสายฟ้าแลบ

References :
http://www.wearehappy.in.th/happy-society/education-reform-frame-from-concept/
http://news.sanook.com/scoop/scoop_347410.php
http://nlkschool.org/index.php?option=com_content&view=article&id=112:2009-09-29-04-45-50&catid=75:2009-09-29-04-16-53
<a href="http://www.rsunews.net/Think%20Tank/TT98/EducationReform.htm“>http://www.rsunews.net/Think%20Tank/TT98/EducationReform.htm

Critical Friends

1. Why do we need the Critical Friends Group?

Critical Friends Groups help teachers improve instruction and student learning by providing structures for effective feedback and strong support.

The Critical Friends Groups are designed to
• Create a professional learning community
• Make teaching practice explicit and public by “talking about teaching”
• Help people involved in schools to work collaboratively in democratic, reflective communities (Bambino)
• Establish a foundation for sustained professional development based on a spirit of inquiry (Silva)
• Provide a context to understand our work with students, our relationships with peers, and our thoughts, assumptions, and beliefs about teaching and learning
• Help educators help each other turn theories into practice and standards into actual student learning
• Improve teaching and learning


2. What is CFG?

At the National School Reform Faculty (NSRF) web site, CFGs are defined as a professional development initiative that focuses on increasing student achievement through professional learning communities. Critical Friends Groups use protocols and activities that result in meaningful and efficient communication, problem solving and learning. A Critical Friends Group generally range between six to twelve teachers and administrators who commit themselves to two years of learning to work together with the aim of establishing student learning outcomes and increasing student achievement.

McNiff, Lomax and Whitehead (1996) define that “……..critical friends (also termed ‘critical colleague’ or ‘critical companion’) who may be one or more of the people you are working with. These critical friends should be willing to discuss your work sympathetically. You and your critical friend(s) choose each other, so you need to negotiate the ground rules of your relationship. This person can be your best ally, and you must never take him or her for granted. As well as expecting support from your friend(s), you must also be prepared to support in return. This means being available, even in unsocial hours, being able to offer as well as receive advice, even if it is painful or unwelcome, and always aiming to praise and offer support” (p.30).

Recently, Bambino (2002) involves in a Critical Friends Group which helps people involved with schools to work collaboratively in democratic, reflective communities. The work involves friends who share a mission, offer strong support, and nurture a community of learners. Bambino finds that Critical Friends Groups have been the catalyst for changes in the teaching, learning, culture, and climate of learning communities in a great variety of schools.
The Critical Friends process focuses on developing collegial relationships, encouraging reflective practice, and rethinking leadership. This process is based in cooperative adult learning, which is often contrary to patterns established in work environments. It also addresses a situation in which many leaders find themselves – trained to work as independent units; certified as knowing all that is needed to know; feeling like the continuation of professional learning is not essential to the creation of an exciting, rich, learning environment; and that they are simply supervisors in the leadership role.


3. How does a critical friends group work?

The Critical Friends protocol are:
(1) peer observations;
(2) tuning a teaching artifact using the Tuning Process;
(3) consulting about an issue using the Consultancy Process.
Each activity in the Critical Friends group contains elements of careful description, enforced thoughtful listening, and then questioning feedback – which may well be the basic elements of reflection. The feedback arrived at through the discussions also has been grouped in these ways: “Warm” feedback consists of supportive, appreciative statements about the work presented; “Cool” or more distanced feedback offers different ways to think about the work presented and/or raises questions; and “Hard” feedback challenges and extends the presenter’s thinking and/or raises concerns. In general, this process utilizes time limits and agreed-upon purpose and norms help reduce interruptions in discussion and the rush-to-comment approach that our busy lives seem to promote.
The basic format for collegial dialogue is the same for each protocol: facilitator overview; presentation of observations, work or issue; clarification questions; feedback/discussion by participants (discussants); presenter reflection; debriefing of process. The questions and issues that presenters offer typically spring from feelings of concern, from moments in work without closure, and from issues they have not been able to find a solution through solitary thinking. The focus in our workshop will be on the Consultancy Process.

References :
Bambino, D. (2002). Critical Friends. Educational Leadership, 59(6), 25-27.
McNiff, J., Lomax, P. & Whitehead, J. (1996). You and your action research project. London: Routledge.
http://depts.washington.edu/ccph/pdf_files/CriticalFriends.pdf
http://www.nsrfharmony.org/index.html
http://depts.washington.edu/ccph/pdf_files/CriticalFriends.pdf
depts.washington.edu

คู่มือการใช้ WordPress เบื้องต้นนะคะ

คู่มือการใช้งานสำหรับผู้เริ่มใช้งานเบื้องต้น
ของสานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ

เพื่อนๆ สามารถกดเพื่อ download ได้เลยค่ะ
คู่มือ-wordpress

Credit: http://chalad.files.wordpress.com/2010/12/wp-tutorial-draft.pdf

Let’s get to know each other!

This is a cool song. I love it!!